ใบความรู้ เรื่องอินเทอร์เน็ตและการใช้งาน
1.) ความหมายและพัฒนาการของอินเทอร์เน็ต
ปัจจุบันบริการบนอินเทอร์เน็ตมีหลายรูปแบบ
เช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์(e-mail) การพูดคุยออนไลน์(talk) การซื้อขายสินค้าหรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(e-Commerce) นอกจากนี้ อินเทอร์เน็ตยังเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมความรู้ทุกด้าน
ดังนั้น อินเทอร์เน็ตจึงมีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนเรา ตั้งแต่การเรียน
การทำงาน การซื้อสินค้า ตลอดจนการแลกเปลี่ยนความรู้ของกลุ่มคนในสังคม
1.1) ความหมายของอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ต
(Internet : Interconnection Network) หมายถึง
เครืข่ายของเครือข่าย ซึ่งก็คือ การเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่าย
ทำให้เกิดเป็นเครืข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่โยงใยกันทั่วโลก
โดยเครือข่ายดังกล่าวจะต้องมีมาตรฐานการรับส่งข้อมูลระหว่างกันเป็นแบบเดียวกัน แม้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อภายในเครือข่ายดังกล่าวจะต่างชนิดหรือต่างขนาดกัน
ก็สามารถสื่อสารกันได้
และคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องภายในเครือข่ายสามารถรับและส่งข้อมูลในรูปแบบต่างๆได้หลายรูปแบบ
เช่น ตัวอักษร ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว เสียง เป็นต้น
1.2) พัฒนาการของอินเทอร์เน็ต
การศึกษาประวัติความเป็นมาของสิ่งใดสิ่งหนึ่งช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากอดีตเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับปัจจุบัน
การศึกษาประวัติความเป็นมาของอินเทอร์เน็ตก็เช่นเดียวกัน
เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสาร ประโยชน์ และแนวโน้มของเทคโนโลยีในอนาคตได้เป็นอย่างดี
1)อินเทอร์เน็ตในต่างประเทศ ปีค.ศ. 1969 หน่วยงานโครงการวิจัยขั้นสูง (Advanced Reserch Projects Agency :
ARPA) ของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกา
ได้สนับสนุนงานวิจัยเทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยในช่วงแรกรู้จักกันในนามของ
เครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยขั้นสูง หรือ
อาร์พาเน็ต(arpanet) ซึ่งมีการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ระหว่างสถาบันการศึกษา
4 แห่งได้แก่ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ลอสแองเจลิส
มหาวิทยาลัยยูทาห์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานตาบาร์บารา และสถาบันวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
โดยมีคอมพิวเตอร์หลากหลายชนิดที่เชื่อมต่อกันในเครือข่ายและมีระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันแต่สามารถสื่อสารข้อมูลกันได้
อาร์พาเน็ตแบ่งออกเป็น
2 เครือข่าย คือ เครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยขั้นสูง(ARPAnet)
และเครือข่ายของกองทัพ(MILNET) โดยในช่วงต้นเครือข่ายทั้งสองเป็นเครือข่ายหลักที่สำคัญในทวีปอเมริกาเหนือ
ต่อมาหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจำนวนมากเล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอาร์พาเน็ต
จึงมีการนำเครือข่ายของหน่วยงานเชื่อมต่อกับเครือข่ายอาร์พาเน็ต
และทำให้เกิดการขยายเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1984 เครือข่ายนี้ถูกเรียกว่า อินเทอร์เน็ต (internet) และใช้มาจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันเครือข่ายอินเทอร์เน็ตถือเป็นเครือข่ายสาธารณะที่ทุกคนสามารถเข้าใช้ระบบเครือข่ายได้อย่างกว้างขวาง
และได้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายในลักษณะของเครือข่ายอินทราเน็ต
(intranet) และเครือข่ายเอ็กทราเน็ต (extranet) อีกด้วย
2.) อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2530 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอชีย (AIT) ได้เชื่อมต่อเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยและสถาบันไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น
ประเทศออสเตรเลีย
โดยเป็นการเชื่อมต่อโดยผ่านสายโทรศัพท์ซึ่งส่งข้อมูลได้ช้าและเป็นการเชื่อมต่อแบบชั่วคราว
ปี
พ.ศ. 2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
(NECTEC) ได้เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับมหาวิทยาลัย 5 แห่งได้แก่ จุฬาลงกรณืมหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกิดเป็นเครือข่ายที่เรียกว่า
เครือข่ายไทยสาร โดยสำนักวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 9,600
บิตต่อวินาที จากการสื่อสารแห่งประเทศไทย
เพื่อเชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตที่บริษัท ยูยูเน็ตเทคโนโลยี ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปี
พ.ศ. 2536 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
(NECTEC) ได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 64 กิโลบิตต่อวินาที จากการสื่อสารแห่งประเทศไทย
ทำให้เครือข่ายมีความสามารถในการส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น ซึ่งมีหน่วยงานอื่นเชื่อมเข้ากับเครือข่ายไทยสารอีกหลายแห่ง
เครือข่ายไทยสารจึงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ปี
พ.ศ. 2537 การสื่อสารแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชน
เปิดบริการอินเทอร์เน็ตให้แก่บุคคล
ในรูแบบของบริษัทผู้ให้บริการอินทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ เรียกว่า ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
(Internet Service Provider : ISP) ที่ทำหน้าที่ให้บริการเชื่อมต่อสายสัญญาณจากแหล่งต่างๆของผู้ใช้บริการ
เช่น จากที่บ้าน สำนักงาน สถานบริการ และแหล่งอื่นๆ
เพื่อเชื่อมต่อกับระบบใหญ่ออกไปนอกประเทศได้
2.) การทำงานของอินเทอร์เน็ต
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
สามารถทำให้คอมพิวเตอร์ต่างชนิดหรือต่างขนาดกัน
ที่เชื่อมต่ภายในเครือข่ายสามารถสื่อสารกันได้นั้น จะต้องมีมาตรฐานการรับส่งข้อมูลระหว่างกันเป็นแบบเดียวกันหรือใช้กฎและข้อตกลงเดียวกัน
ซึ่งก็คือ โพรโตคอล (protocol) ในการควบคุมรูปแบบข้อมูลและการส่งผ่านข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์
โพรโทคอลที่ใช้ในอินเทอร์เน็ต เรียกว่า ทรานมิสชันคอนโปรโตคอล/อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล
(Transmission Control Protocol / Internet Protocol) หรือมีชื่อย่อว่า
ทีซีพี/ไอพี (TCP/IP)
อินเทอร์เน็ตสามารถส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์จากหน่วยงานหนึ่งไปยังคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานปลายทางได้มากกว่าหนึ่งเส้นทาง
ซึ่งหากเส้นทางบางเส้นทางได้รับความเสียหาย ระบบเครือข่ายก็ยังคงสื่อสารกันได้
โดยเส้นทางที่เหลือเส้นทางอื่น ซึ่งการส่งข้อมูลดังกล่าวจะใช้หลักการของเครือข่ายแพ็กเก็ตสวิตชิง
(Packet-Switching Network) กล่าวคือ
ข้อมูลจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มๆหรือแพ็กเก็ต และส่งไปยังปลายทางโดยใช้เส้นทางต่างๆกัน
ขึ้นอยู่กับปลายทางที่กำหนด
โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออยู่กับเครือข่ายจะต้องมีหมายเลขประจำเครื่องเพื่อให้คอมพิวแตอร์เครื่องอื่นๆอ้างอิงถึงได้
เช่นเดียวกับการโทรศัพท์จากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องมีหมายเลขโทรศัพท์ของเครื่องต้นทางและเครื่องปลายทาง
หมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เรียกว่า หมายเลขไอพี (IP Address) ซึ่งเป็นหมายเลขชุดหนึ่งมีขนาด
32 บิต หมายเลขชุดนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 8 บิตเท่าๆกัน
ซึ่งแต่ละส่วนจะมีค่าได้ตั้งแต่ 0-255 เช่น 205.42.117.104
โดยหมายเลขไอพีของเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องไม่ซ้ำกัน
และเนื่องจากเลขไอพีจดจำได้ยาก ถ้ามีคอมพิวเตอร์จำนวนมากอยู่ในเครือข่าย
ก็จะทำให้สับสนได้ง่าย จึงเกิดการตั้งชื่อที่เป็นตัวอักษรขึ้นมาแทนหมายเลขไอพี
เพื่อช่วยในการจดจำ เรียกว่า ดีเอ็นเอส
(DNS : Domain Name Server) ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ชื่อ และโดเมน
โดเมนมีมาตรฐานใช้ร่วมกันสำหรับหน่วยงานและประเทศต่างๆ
ดังนี้
1.)โดเมนระดับสูงสุด (Top-Level Domain
Name) จะบอกถึงประเภทขององค์กร หรือชื่อประเทศที่เครือข่ายตั้งอยู่
|
.com
|
กลุ่มธุรกิจการค้า (Commercial
organization)
|
|
.edu
|
สถาบันการศึกษา (Education
institution)
|
|
.gov
|
หน่วยงานของรัฐบาลที่ไม่ใช่หน่วยงานทางทหาร
(Government agency)
|
|
.int
|
หน่วยงานระดับนานาชาติ (International
organizations)
|
|
.mil
|
หน่วยงานทางทหาร (Department of
Defence and other Military sites)
|
|
.net
|
หน่วยงานเกี่ยวกับเครือข่าย (Networking
resource)
|
|
.org
|
หน่วยงานที่ไม่หวังผลกำไร (Private
organization)
|
ตัวอย่างโดเมนระดับบนสุดที่บ่งบอกถึงประเทศที่เครือข่ายตั้งอยู่
|
ar
|
อาร์เจนตินา
|
ie
|
ไอร์แลนด์
|
|
au
|
ออสเตรเลีย
|
it
|
อิตาลี
|
|
at
|
ออสเตรีย
|
jp
|
ญี่ปุ่น
|
|
ca
|
แคนาดา
|
th
|
ไทย
|
|
cn
|
จีน
|
uk
|
อังกฤษ
|
|
dk
|
เดนมาร์ก
|
us
|
สหรัฐอเมริกา
|
ทั้งนี้ในกรณีที่เป็นโดเมนระดับบนสุดที่บ่งบอกถึงประเทศที่เครือข่ายตั้งอยู่นั้น
จะต้องมีโดเมนระดับย่อย เพื่อระบุประเภทขององค์กร
2.)โดเมนระดับย่อย ใช้ในประเทศ
ซึ่งจะบอกถึงประเภทองค์กร
ตัวอย่างโดเมนระดับย่อยในไทย
|
or
|
กลุ่มธุรกิจ
|
|
ac
|
สถาบันการศึกษา
|
|
go
|
หน่วยงานรัฐบาล
|
3.)
การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
การเชื่อมเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตที่นิยมใช้สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปหรือหน่วยงานขนาดเล็ก
จะใช้การเชื่อมต่อแบบหมุนโทรศัพท์ (Dial-Up Connection) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อแบบชั่วคราวหรือเฉพาะบางเวลา
ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ผ่านสายโทรศัพท์ ซึ่งสิ่งที่จำเป็นในการเชื่อมต่อ มีดังนี้
1. เครื่องคอมพิวเตอร์
เป็นอุปกรณ์สำหรับส่งและรับข้อมูล
2.
เว็บบราวเซอร์ เป็นโปรแกรมที่ใช้ดึงข้อมูลจากเว็บเซิร์ฟเวอร์
ซึ่งจัดเก็บอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า HTML (Hyper Text Markup Language) และแปลความหมายของรูปแบบข้อมูล ที่ได้กำหนดเอาไว้เพื่อนำเสนอแก่ผู้ใช้
3. หมายเลขโทรศัพท์และสายโทรศัพท์
สำหรับเป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูลข่าวสาร
โดยผู้ใช้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโทรศัพท์เพียง 3 บาทต่อครั้งของการต่อเชื่อม
4. โมเด็ม
เป็นอุปกรณ์สำหรับแปลงสัญญาณข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งอย่ในรูปแบบ ดิจิทัล (digital)
ให้เป็นสัญญาณข้อมูลรูปแบบแอนะล็อก (analog) และเมื่อผู้ส่งจะแปลงสัญญาณข้อมูลรูปแบบแอนะล็อกให้เป็นดิจิทัล
5. บริการชุดอินเทอร์เน็ตจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
(ISP) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการสามารถเลือกขอเป็นสมาชิกเป็นรายเดือน
รายปี หรืออาจเป็นการซื้อชุดอินเทอร์เน็ตสำเร็จรูปโดยคิดค่าบริการเป็นหน่วยชั่วโมง
บริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย เช่น ทีโอที กสท โทรคมนาคม ทีทีแอนด์ที
ล็ออินโฟ เป็นต้น
การเชื่อมต่อแบบหมุนโทรศัพท์มีข้อดี
คือ สะดวกและมีค่าใช้จ่ายต่ำ แต่มีข้อจำกัดด้านความร็ว
และการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตอาจหลุดได้หากมีสัญญาณรบกวนภายในสายโทรศัพท์
4.)
การใช้บริการต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกิดการสื่อสารไร้พรมแดน
กล่าวคือ ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก
สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ไม่จำกัดสถานที่และเวลา ดังนั้น
จึงมีการนำอินเทอร์เน็ตไปประยุกต์ใช้งานหลากหลายประเทศ
4.1)
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเมล
(electronic mail หรือ e-mail)
เป็นบริการที่ได้รับความนิยมมาก
เนื่องจากผู้ใช้งานสามารถรับส่งข้อความเพื่อติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
กับบุคคลอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าการใช้บริการระบบไปรษณีย์แบบดั้งเดิม
นอกจากนี้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ยังสามารถส่งข้อมูลในรูปแบบอื่นๆ
นอกเหนือจากตัวอักษรได้อีกด้วย เช่น ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง เป็นต้น
แนบไปได้อีกด้วย
การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ต้องมีการระบุที่อยู่ของผู้รับ
เช่นเดียวกับการระบุที่อยู่บนซองของการส่งไปรษณีย์ธรรมดาทั่วไป
ซึ่งการส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ผู้ส่งและผู้รับจะต้องมีที่อยู่ เรียกว่า ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์แอดเดรส
(e-mail Address)
สำหรับรูปแบบของไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์จะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ชื่อผู้ใช้ และชื่อเครื่องใช้บริการ โดยใช้เครื่องหมาย @
(ออกเสียงว่า แอ็ท) คั่นระหว่างสองส่วนนี้
เมื่อผู้ใช้ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว
ไปรษณีย์จะถูกเก็บไว้ที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์หรือเซิร์ฟเวอร์ (mail server) จนกระทั่งผู้รับมาเปิดอ่าน
รูปแบบการใช้งานไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน
มีดังนี้
1.)
เว็บเมล (Web Mail) เป็นบริการรับส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านโปรแกรมเว็บบราวเซอร์
โดยผู้ใช้สามารถสมัครลงทะเบียนในเว็บไซต์ที่เปิดบริการใด้
จากนั้นผู้ใช้จะได้รับไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์แอดเดรสและรหัสผ่าน
เพื่อขอใช้บริการผ่านว็บไซต์ดังกล่าว
ซึ่งเว็บเมลส่วนใหญ่จะให้บริการโดยผู้ใช้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
ตัวอย่างเว็บเมล์ของประเทศไทยที่ได้รับความนิยม
|
เว็บไซต์
|
บริการ
|
|
www.thaimail.com
|
บริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และพื้นที่เก็บเมล100MB
|
|
www.mail/sanook.com
|
บริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และพื้นที่เก็บเมล
1GB
|
|
www.thaicool.com/thaicoolmail
|
บริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และพื้นที่เก็บเมล
2GB
|
ตัวอย่างเว็บเมลของต่างประเทศที่ได้รับความนิยม
|
เว็บไซต์
|
บริการ
|
|
www.hotmail.com
|
บริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และพื้นที่เก็บเมล
5GB
|
|
www.mail.google.com
|
บริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และพื้นที่เก็บเมล
7GB
|
|
www.yahoomail.com
|
บริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และพื้นที่เก็บเมลไม่จำกัด
|
2.) พ็อบเมล (POP Mail) เป็นบริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์โดยใช้โปรแกรมจัดการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งโปรแกรมจัดการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์จะติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่รับ-ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ โปรแกรทพ็อบเมลที่นิยมใช้ เช่น Microsoft
Outlook, Windows Mail, Netscape Mail เป็นต้น
4.2)
การโอนย้ายแฟ้มข้อมูล
การโอนย้ายแฟ้มข้อมูล (File Transfer Protocol : FTP) เป็นการโอนแฟ้มข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง
ซึ่งอาจอยู่ใกล้หรือไกลกัน ในการโอนย้ายแฟ้มข้อมูล
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้กำลังใช้งานอยู่และมรการเรียกใช้โปรแกรมสำหรับโอนย้ายแฟ้มข้อมูลเรียกว่า
เครื่องต้นทาง (local host) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องลูกข่าย
ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำการติดต่อไปเพื่อโอนย้ายแฟ้มข้อมูลนั้น เรียกว่า เครื่องปลายทาง
(remote host) โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องแม่ข่าย
ซึ่งผู้ใช้งานโปรแกรมที่เครื่องต้นทางจะต้องระบุชื่อเครื่องหรือหมายเลขไอพีของเครื่องปลายทางที่ต้องการใช้บริการ
การโอนย้ายแฟ้มข้อมูล
มีการทำงาน 2 ลักษณะ คือ
1. get
เป็นการย้ายข้อมูลจากเครื่องปลายทางมายังเครื่องต้นทาง (download)
2.
put เป็นการย้ายข้อมูลจากเครื่องต้นทางไปยังเครื่องปลายทาง (upload)
การบริการโอนย้ายแฟ้มข้อมูลมี 2 ลักษณะได้แก่
1. การโอนย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรมโอนย้ายข้อมูล ทั้งที่เป็นแบบแจกฟรี (freeware)
และแบบให้ทดลองใช้ก่อน (shareware) เช่น
WS_FTP Cute_FTP เป็นต้น
2. โอนย้ายข้อมูลผ่าน Web Browser
4.3)
การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น
การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น (internet forum) เป็นบริการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
การอภิปรายและการแสดงความคิดเห็นร่วมกันของผู้คนในสังคมผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งแนวโน้มล่าสุดของการใช้อินเทอร์เน็ต
คือ ใช้เป็นแหล่งพบปะสังสรรค์เพื่อสร้างเครือข่ายทางสังคม (social network)
เป็นเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนข่าวสารมีหลากหลายรูปแบบ เช่น ยูสเน็ต
(usenet) บล็อก (blog) เป็นต้น
1.) ยูสเน็ต (usenet) เป็นบริการในลักษณะกลุ่มสนทนาที่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
โดยผู้ใช้ต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิก (subscribe) กลุ่มหัวข้อใดที่ตนเองสนใจ
และเมื่อเป็นสมาชิกแล้วก็จะสามารถเรียกดูข้อมูลข่าวสารต่างๆที่อยู่ในหัวข้อนั้นได้
และยังสามารถขอความคิดเห็น หรือร่วมแสดงความคิดเห็น สอบถามปัญหา หรือตอบปัญหาของผู้อื่นที่ถามมาในกลุ่มหัวข้อนั้นๆ
ได้ สำหรับยูสเน็ตในเว็บไซต์ต่างๆ ได้มีการจัดแบ่งกลุ่มหัวข้อต่างๆ เช่น
กลุ่มการเมือง กลุ่มเทคนิคด้านคอมพิวเตอร์ กลุ่มดนตรี กลุ่มศิลปะ กลุ่มกีฬา
เป็นต้น ซึ่งหากผู้ใช้ไม่ต้องการอ่านข่าวสารในกลุ่มหัวข้อนั้นอีก ก็สมารถยกเลิกการเป็นสมาชิก
(unsubscribe) ของกลุ่มหัวข้อนั้นได้
2.) บล็อก (blog) ย่อมาจากคำว่า
เว็บบล็อก (webblog) เป็นเว็บไซต์ที่ใช้เขียนบันทึกเรื่องราว
โดยเรียงลำดับตามเวลา เพื่อสื่อสารความรู้สึก มุมมอง ประสบการณ์ ความรู้
และข่าวสาร โดยจะแสดงข้อมูลที่เขียนล่าสุดไว้ส่วนบนสุดของเว็บไซต์
หรือบางครั้งอาจเรียกว่า ไดอารีออนไลน์ (diary online) ข้อมูลหรือความเห็นที่ถูกนำเสนอในบล็อก
อาจจัดทำโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เป็นเจ้าของบล็อก หรือบุคคลที่มีความสนใจร่วมกัน
หรือมีความเชี่ยวชาญเฉพาะเหมือนกัน จนเกิดชุมชนในบล็อกขึ้น ซึ่งผู้ใช้คนอื่นๆ
สามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นร่วมกันได้
และสามารถอ่านเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามลำดับเวลาได้ โดยข้อมูลหรือความเห็นสามารถนำเสนอในรูปของข้อความ
ภาพ หรือมัลติมีเดีย ทั้งนี้ ผู้เขียน (blogger) ต้องพึงระวังในการเขียนข้อความในลักษณะหมิ่นประมาท
ยั่วยุให้ผู้อื่นทำผิดกฎหมาย ซึ่งอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.
ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ได้ ปัจจุบันบล็อกที่นิยมใช้ในประเทศไทยมีหลายเว็บไซต์
เช่น Hi5, Facebook, Wikipedia, Youtube เป็นต้น
4.4)
การสนทนาผ่านอินเทอร์เน็ต
การสนทนาผ่านอินเทอร์เน็ตมี
2 รูปแบบ ดังนี้
1.) การสนทนาเป็นกลุ่ม
เป็นการสนทนาโดยคู่สนทนาจะพิมพ์ข้อความไปยังเครื่องเซิร์ฟเวอร์
จากนั้นเครื่องเซิร์ฟเวอร์จะส่งข้อความแสดงบนหน้าจอของคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ร่วมสนทนา
ซึ่งผู้ใช้ต้องสมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านเข้าสู่ระบบ
โดยส่วนใหญ่เว็บไซต์จะแบ่งห้องสนทนา (chat room) เป็นกลุ่มหัวข้อต่างๆ
ให้ผู้ใช้ได้เลือกใช้บริการตามความสนใจ ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการนี้ เช่น www.sanook.com
www.pantip.com เป็นต้น
2.) การสนทนาระหว่างผู้ใช้โดยตรง เป็นการสนทนาโดยมีเซิร์ฟเวอร์บอกตำแหน่งของโปรแกรมสนทนา
(instant messaging) ของคู่สนทนา ทำให้ผู้ใช้สามารถสนทนากับผู้ใช้อื่นๆ
ได้โดยตรง การสนทนาทำได้ทั้งการพิมพ์ข้อความ การส่งภาพกราฟฟิก เสียง
และภาพเคลื่อนไหว นอกจากนี้โปรแกรมยังมีฟังค์ชันและลูกเล่นต่างๆ
ที่เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้
โปรแกรมสนทนาที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้แก่ MSN Messenger. AOL Instant
Messenger, Yahoo Messenger, Google Talk, NET Messenger Service, Jabber, ICQ และ Skype
4.5)
บริการค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต
การค้นหาข้อมูลในอดีตนักเรียนจะต้องเดินทางไปห้องสมุด
เพื่อหาหนังสือที่เกี่ยวข้อง แต่ปัจจุบันมีอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่
เปรียบเสมือนห้องสมุดหลายแห่งทั่วโลกที่เชื่อมโยงกัน ดังนั้น
การสืบค้นข้อมูลจึงทำได้สะดวกขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่นักเรียนจะต้องคำนึงถึง
คือการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตนั้น อาจต้องใช้เวลานานมาก
กว่าจะพบเว็บเพจที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ หรืออาจพบแต่เป็นเนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง
และบางครั้งอาจหาไม่พบเลย โดยวิธีที่ดีที่สุด คือ การสืบค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ค้นหาข้อมูล
(search site) ซึ่งเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลแบ่งเป็น 2 ประเภทตามลักษณะการทำงาน ดังนี้
1.) เว็บไซต์ที่มีเครื่องมือหรือโปรแกรมการค้นหา (search engine) เป็นเว็บไซต์ที่สามารถให้ผู้ใช้หาข้อมูลโดยการระบุคำสำคัญ
เพื่อค้นหาข้อมูลด้วยโปรแกรมค้นหา ซึ่งข้อมูลจะครอบคลุมทั้งข้อความ รูปภาพ
ภาพเคลื่อนไหว เพลง ซอฟต์แวร์ แผนที่ ข้อมูลบุคคล กลุ่มข่าว และอื่นๆ
โปรแกรมค้นหาส่วนใหญ่จะค้นหาข้อมูลจากคำสำคัญ (keywords) ที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไปและจะแสดงรายการผลลัพธ์ที่ตรงหรือใกล้เคียงกับคำสำคัญที่สุด
ตัวอย่าง เว็บไซต์ที่มีเครื่องมือหรือโปรแกรมการค้นหาทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เช่น www.google.com, www.bing.com, www.search.com เป็นต้น
5.)
คุณธรรมและจริยธรรมการใช้อินเทอร์เน็ต
ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตทำให้การติดต่อสื่อสารข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ซึ่งแน่นอนว่าเมื่ออินเทอร์เน็ตมีบทบาทและมีความสำคัญมากขึ้นเท่าใด
อินเทอร์เน็ตย่อมส่งผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อสังคม ดังนี้
5.1)
ผลกระทบทางบวก
อินเทอร์เน็ตมีผลกระทบทางบวกต่อสังคม ดังนี้
1. ทำให้มีความสะดวกในการติดต่อสื่อสารในเครือข่ายขนาดใหญ่ กล่าวคือ
ทำให้คนในสังคมติดต่อสื่อสารได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา
2.
ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การติดต่อสื่อสารผ่านอีเมล์
การประชุมทางไกลผ่านเครือข่าย
3.
ช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทำให้เกิดการศึกษารูปแบบใหม่ที่ช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนให้เกิดความสนุกในการเรียนรู้
อีกทั้งทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ได้แก่
ระบบเรียนทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต (e-learning)
5.2)
ผลกระทบทางลบ
อินเทอร์เน็ตมีผลกระทบทางลบต่อสังคม
ดังนี้
1. ก่อให้เกิดความเครียดของคนในสังคม กล่าวคือ
อินเทอร์เน็ตทำให้คนในสังคมเข้าถึงข้อมูลมากมายมหาศาล
สภาพสังคมจึงเปลี่ยนเป็นสังคมฐานความรู้
หรือสังคมที่ใช้ความรู้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น
จึงเกิดการแข่งขันด้านเศรษฐกิจกันอย่างรุนแรง
ซึ่งการตัดสินใจในการทำงานต้องใช้ข้อมูลที่มีคุณภาพ เพื่อให้ตัดสินใจให้ถูกต้อง
ทำให้คนในสังคมเกิดความเครียดและความกดดันสูงขึ้น
2. เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากสังคมหนึ่งไปอีกสังคมหนึ่ง
ซึ่งอาจก่อให้เกิดค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นในสังคม เช่น
การแต่งกายที่ไม่เหมาะสมของเยาวชน การติดเกมประเภทความรุนแรง เป็นต้น
3.
เกิดช่องว่างระหว่างคนในสังคม
เนื่องจากคนในสังคมใช้เวลาในการเล่นอินเทอร์เน็ตมากขึ้น
ทำให้การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมลดลง จนเกิดคำพูดที่ว่า
"เทคโนโลยีทำให้คนไกลใกล้กันมากขึ้น
แต่เทคโนโลยีก็ทำให้คนใกล้ไกลกันมากขึ้น" กล่าวคือ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำให้คนที่อยู่ไกลกันสามารถสื่อสารได้เหมือนอยู่ใกล้กัน
ในขณะที่ทำให้คนที่อยู่ใกล้กันเกิดความห่างไกลกันมากขึ้น เช่น
คนในครอบครัวที่ต่างคนต่างคุยกับเพื่อนในอินเทอร์เน็ต
จึงมีเวลาพูดคุยกับคนในครอบครัวน้อยลง
4.
เกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล
เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นโลกเสรีที่ทำให้ผู้คนสามารถแสดงความคิดเห็นร่วมกันได้
แต่การแสดงความคิดเห็นที่ไร้ขอบเขต ย่อมส่งผลต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น
การนำเสนอข้อมูลส่วนบุคคลออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน
ซึ่งข้อมูลบางอย่างอาจไม่เป็นจริงหรือยังไม่ได้พิสูจน์ความถูกต้อง
การแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำที่รุนแรงต่อบุคคลผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
5. อาจก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
ผู้ไม่หวังดีอาจใช้อินเทอร์เน็ตในทางที่ผิด เช่น
การล่อลวงผู้ที่เล่นอินเทอร์เน็ตและก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศ
การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในแง่มุมต่างๆ ทั้งภาพลามกอนาจาร
การพนันออนไลน์ การจำหน่ายของผิดกฎหมาย การส่งไวรัสไปทำลายข้อมูลของผู้อื่น
เป็นต้น
6.)
มารยาท ระเบียบ และข้อบังคับในการใช้อินเทอร์เน็ต
จากปัญหาการล่อลวงอันเกิดจากการเล่นอินเทอร์เน็ตที่นับวันยิ่งมีมากขึ้น
ทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้พยายามหามาตรการป้องกันปัญหาและภัยจากการใช้อินเทอร์เน็ต
ซึ่งเกิดจากคนที่ขาดจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม ดังนั้น
จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะสร้างจิตสำนึกที่ดีต่อทั้งตนเอง และสังคม
เพื่อหลีกเลี่ยงและรับมือกับความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ ทั้งนี้รองศาสตราจารย์ยืน
ภู่วรวรรณ ได้กล่าวถึง บัญญัติ 10 ประการ
ซึ่งเป็นจรรยาบรรณที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตควรยึดถือไว้เสมือนเป็นแม่บทของการปฏิบัติ
ซึ่งผู้ใช้พึงระลึกและเตือนความจำเสมอ ดังนี้
1. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้าย หรือละเมิดผู้อื่น เช่น ไม่เผยแพร่ข้อความกล่าวหาบุคคลอื่นให้ได้รับความเสียหาย
ไม่เผยแพร่รูปภาพลามกอนาจาร เป็นต้น
2.
ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ในการรบกวนการทำงานของผู้อื่น เช่น
การเล่นเกมหรือเปิดเพลงด้วยคอมพิวเตอร์รบบกวนผู้อื่นที่อยู่ใกล้เคียง
3.
ต้องไม่สอดแนม แก้ไข หรือเปิดดูแฟ้มข้อมูลขของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต
4.
ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร
5.
ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ
6.
ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์คัดลอกหรือใช้โปรแกรมของผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต
7. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์
8.
ต้องไม่นำเอาผลงานผู้อื่นมาเป็นของตน
9.
ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมอันเป็นผลมาจากการกระทำของตน
10.
ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฎ ระเบียบ กติกา และมีมารยาทของหน่วยงาน
สถาบัน หรือสังคมนั้นๆ








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น